เหตุมันเกิดเมื่อข้าน้อยไปเข้าร่วมงานสัมนาฮะ

งานนี้จัดที่โรงแรมมาริออต วิวสวยมากมาย

กว่าจะมาถึงก็ลำบากพอสมควร แต่นั่นเราจะเอาไว้พูดในงวดหน้า (วะฮะฮ่า)

งานนี้เป็นงานสัมนาแฟรนไชน์ในเครือข่ายของบริษัทไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ปส์

ซึ่งตอนนี้ บริษัทในเครือที่มีแฟรนไชน์ก็ได้แก่ เดอะพิซซ่า คอมปานี กับ สเวนเซ่นส์

ครั้งนี้ รู้สึกจะเรียกว่า โอนเนอร์คอนเฟเรนซ์ (มั้ง) คือประชุมเฉพาะเจ้าของกิจการ (แต่ข้าน้อยก็มั่วนิ่มไปด้วย =_=")

ไปถึงตอนสี่ทุ่มกว่า ดินเนอร์จบไปแล้ว อดกิน เศร้า T[]T!!!!

แต่ไม่เป็นไร!!! เราพบฝรั่งเยอะแยะมากมาย หล่อด้วย!!! (แต่มีลูกแล้วววว ว้ากกกกก)

อืม...มาริออต โรงแรม5ดาว

(ขอนอกเรื่องเล็กน้อย หากต้องการสาระ อ่านข้ามได้ฮะ)

ทุกอย่างงดงาม อุปกรณ์ครบครันมากฮะ มีกาต้มน้ำร้อนในห้องพัก ไดรเป่าผมก็มี 

น้ำชงน้ำชา กาแฟ น้ำตาล ครีมเทียม ทีวี ตู้เย็น

เตียงขนาดบิ๊กบ่ะเฮิ่มอีกสองเตียง คนสี่คนนอนได้สบายๆ ไม่เบียดกัน

อ่างอาบน้ำไซส์ใหญ่บ่เฮิ่มชนิดที่ว่า หากคุณไม่ระวัง คุณจะสะดุดขอบอ่างตายได้

อ่างล้างหน้าที่มีทั้งน้ำร้อนน้ำเย็น มีปลั๊กสำหรับเครื่องโกนหนวด มีเข็ม มีด้ายอยู่ในห่อเล็กๆ พะยี่ห้อมาริออต

มีโถใส่สำลี มีคอตตอนบัด โลชั่น แชมพู สบู่เหลว สบู่ก้อน ครีมนวดผม...

มีทุกอย่างยกเว้น...สายชำระ!!

ว้ากกกกกกกก

สายชำระน่ะ!!! สายชำระ!!!!

(เรียกอย่างสุภาพมาก =______="
)

อันเนื่องมาจาก ท่านแม่บอกข้าน้อยว่า "ฝรั่งเค้าไม่ล้างก้นอ่ะลูก เค้าเช็ดเอา"

สะบะระเฮ้ย!!!

ฝรั่งไม่ล้าง <ตรู๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด>

=[]=""""

ช็อคไปหลายนาที....เกิดตูปวดหนักขึ้นมาก็ซวยสิเว้ยเฮ้ย

แต่โชคดี ก่อนหน้านั้นไม่ได้กินข้าว เลยไม่เกิดอาการปวดหนักแต่อย่างใด =_="""

เอาเหอะ ท่อนนี้มันไร้สาระ

จบการนอกเรื่องไว้เพียงเท่านี้ดีกว่า

ที่จะเอามาฝากทุกท่าน คือเนื้อหาในงานสัมนาฮะ

เค้าพูดอะไรได้ค่อนข้างน่าสนใจเลยล่ะ

อนึ่ง คนพูดคือ..คือ...ใครวะ?  จำได้ว่าเป็นผู้บริหารของดีแตก 
(คนเดียวกับ Happy เจ้าของบริการโทรศัพท์แบบเติมเงิน 
แถมเป็นคนคิดเรื่อง ใจดีให้ยืม ซึ่งเอามากินตังค์ข้าน้อยเป็นประจำนั่นแลฯ)

เค้าบอกว่า

"If you don't like something Change it.

If it can't change, Change the way you think about it"



"ถ้าคุณไม่ชอบอะไร ก็ เปลี่ยนแปลง มันซะ

แต่ถ้าคุณเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ คุณก็แค่ เปลี่ยนแปลง วิธีคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นซะ"

จำแบบกะหลั่วมั่วปั้ว แต่คร่าวๆว่าประมาณนี้

เนื้อหาในงานคราวนี้ ค่อนข้างจะเกียวกับ "การเปลี่ยนแปลง" (ที่มีวันนี้มันทำให้ฉันกลัว~~~ ไม่เกี่ยวแล้ว!)

ยกตัวอย่างเช่น

คุณกำลังจะกลับจากที่ทำงาน (หรือโรงเรียน หรืออะไรก็แล้วแต่)

ระหว่างทางผ่านเซเว่น แต่ คุณไม่ได้แวะ เพราะคิดว่าที่บ้านคงมีอะไรให้กิน

ปรากฏว่า พอกลับถึงบ้าน เหลือแต่มาม่ากับปลากระป๋อง

(นอกนั้นโดนคนอื่นสูบไปหมดแล้ว???) 

คุณจะรู้สึกยังไง?

1 ด่าพ่อล่อแม่ (ไม่ใช่ว้อย!)

 หมายถึง ด่านู่น นี่นั่น ด่าคนนู้นคนนี้ "เฮ้ย ทำไมไม่บอกวะ? โอ๊ยยย ถ้าบอกแต่แรกกุก็จะแวะเซเว่นแล้วเชียว โอ๊ยยยย ใช้สมองกันบ้างรึเปล่าเนี่ย?"

ไม่พอ กระโดดถีบน้องโทษฐานโง่ไม่บอกกันตั้งแต่แรก

พาให้บรรยากาศตึงเครียด

อะไรแบบนี้

2 บ่นๆๆๆ

ไม่ได้ด่า แต่ก็พึมพำงึมงำ หงุดหงิด 
"ทำไมไม่บอกแต่แรกล่ะ เรื่องแค่นี้ไม่คิด" พึมพำๆๆๆ

ไม่มีการใช้กำลัง ไม่มีอาละวาดแว้ดๆ

แต่บรรยายกาศก็อึมครึม

หรือ 3 กรี๊ดกร๊าดดด มาม่า~~~~~

เอ๊ย ออกไปเซเว่นไม่ทันแล้วเว้ย แต่ช่างมันเหอะ ยังเหลืออีกตั้งสองอย่าง

"โอ้ววว มีมาม่ากับปลากระป๋อง งั้นทำยำปลากระป๋องสอดไส้มาม่าทอด(?)แล้วกัน"

แล้วหยอกล้อกับแฟนอย่างสนุกสนาน อิ๊อ๊ะ ผ่านไปหนึ่งคืน เช้ามาแฟนท้อง (เฮ้ย???? เกี่ยวเรอะ???)

เอ่อ...=____="""

เอาเป็นว่า

จากตัวอย่างสามข้อนี้...มันต่างกันแค่แนวคิดใช่ไหมฮะ?

ข้าน้อยว่า มันก็เอามาปรับใช้ในการเขียนนิยายได้แฮะ

นิยายวิวเยอะ คนเม้นต์น้อย

มันก็คิดได้สามวิธี

1 ด่าแมร่ง ไอร้คนอ่านไม่รักดี อ่านแล้วไม่รู้จักคอมเม้นต์ ตูอุตส่าห์เขียน 
แปะป้ายแช่บงม่างเลย ใครอ่านไม่เม้นต์ คนนั้นเป็นฟาย ฯลฯ

2 โอ้ย ไม่ยอมคอมเม้นต์กันเลย คนเขียนน้อยใจนะ ฮือๆๆๆ ขอคอมเม้นต์หน่อยสิ แงๆๆๆ 
เม้นต์ไม่ถึงร้อยไม่อัพนะ ฯลฯ (แล้วแต่จะสรรหา)

หรือ 3 โอ้วววว ยังมีคนอุตส่าห์มองเห็นนิยายเราวุ้ย ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคร้าบ อ่านแล้วไม่เม้นต์ไม่เป็นไร หลั่นล้าๆ

อะไรก็ว่าไป

สังเกตุไหมฮะ? คิดบวก อะไรๆมันก็บวก

เราคิดในเรื่องที่ดี แล้วทุกอย่างจะค่อยๆดีตามเอง

จากที่เคยแบบว่า "ไอรน้นี่มันงี่เง่า มันกาก มันบัดซบ"

ลองมองหาข้อดีของเขา

ไม่ชอบที่เขามาทำตัวไม่ดีใส่ คุณก็ลองทำดีใส่เขาสิ



และอีกเรื่องนึงที่ลากมันมาจนเกี่ยวเนื่องกัน(จน)ได้

จากวลีหนึ่ง ที่เขาพูดมา แล้วข้าน้อยติดใจมาก

"I Change because You Change"

"ฉันเปลี่ยน...เพราะ คุณ เปลี่ยน"

ก่อนจะเปลี่ยนแปลงสิ่งอื่น...เริ่มจากเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน

เขาเล่าให้ฟังว่า

เมื่อประมาณเจ็ด หรือแปดปีก่อน ดีแตกอยู่ในโหมดวิกฤติ

ส่วนแบ่งทางการตลาดเข้ากระเป๋าแค่ 10%

70% AIS เอาไป

ส่วนอีก20% ที่เหลือ ออเร้นจ์กับฮัทช์ แย่งๆกัน 

ก่อนหน้านั้นอีก เมื่อยังมีแค่ดีแตกกับเอไอเอส

ดีแตกรับ 30% เลยสบายๆ

พอน้องใหม่ อันได้แก่ออเร้นจ์และฮัทช์เข้ามา บริษัทเลยเกือบจะต้องล้มละลาย

เขาพยายามทุกหลายๆวิธีฮะ นั่งหาจุดแข็งจุดอ่อน ข้อได้เปรียบเสียเปรียบ (SWOT  ถ้าใครสนใจอาจจะสรุปสั้นๆมาลงให้)

ผลปรากฏว่า

"จุดแข็งของเขาไม่มีเลย"

ในขณะที่ 

"จุดอ่อนยาวเป็นหางว่าว"

เอาล่ะสิ คราวนี้จะทำยังไง?

เขาก็เลย ลงพื้นที่เองเลยฮะ ตั้งแต่ระดับผู้บริหาร ยันพนักงานลูกกระจ๊อก

เดินสำรวจตามตลาดเลย

เขาบอกว่า

"ผมเป็นผู้บริหารก็จริง แต่ร้านขายของพวกนี้ (หมายถึง พวกซิมการ์ด บัตรเติมเงิน) 
ที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ผมไปหาเขามาแล้ว มากกว่า200 ครั้ง ในปีนี้"

เห็นว่าช่วงแรกยากลำบากมาก

เดินไปในตลาด โดนแม่ค้าปิดตลาด แล้วรุมด่า มากกว่าชั่วโมง (=_=""" แม่เจ้า!!! ข้าน้อยกลัว!!!)

พอผ่านไปประมาณสามถึงสี่เดือน

จากร้านที่ "ไม่ขาย" อะไรของดีแตกเลย

เปลี่ยนมาขายดีแตกอย่างเดียวก็มี

พอท่านผู้บริหารสูงสุด (มั้ง...ที่เป็นฝรั่งน่ะ) ถามเถ้าแก่ว่า

"Why you change?"

เถ้าแก่ (ที่พูดประกิดแทบไม่ค่อยได้) ก็ตอบกลับทันที

" I chang because you change"

จากผู้บริหารที่วันๆเอาแต่หมกอยู่ในห้องทำงาน เดินอาดไปอาดมา ชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว

แผนกบัญชี การเงิน วิศวะ ที่เอาแต่หมกอยู่กับฝ่ายตัวเองอย่างเดียว ไม่เคยคิดจะลงสนามจริง

พอลองเปลี่ยนแปลงตัวเองดู จากที่ส่วนแบ่งทางการตลาดมีไม่ถึงครึ่งของครึ่ง 

ปีก่อน...เห็นว่าส่วนแบ่งประมาณ 90% (มั้งนะ ถ้าจำชาร์จไม่ผิด) =_="

เพราะงั้น สิ่งที่สำคัญคือ "ทัศนคติ" และ "การเปลี่ยนแปลง"

ลองเอามามองในแง่นักเขียนมั่ง

นักเขียนบางคนจะ

"กรูเก่ง กรูเมพเหลือหลาย คนอ่านมันโง่ มันไม่เข้าใจกรู"

"กรูดังแล้วกรูต้องเชิดเข้าไว้! พวกคนอ่านต้องง้อกรู  พวกมันต้องชื่นชมบูชากรู 
ใครด่า คนนั้นมันโง่ มันไร้หัวคิด มันไม่เข้าใจวิถีทางศิลปะของกรู
กรูไม่เคยก๊อบใคร มันคือแรงบันดาลใจว้อย พวกไร้หัวคิดไม่มีทางเข้าใจคำว่าแรงบันดาลใจของกรูหรอก 
กรูต้องไล่ด่าไอร้พวกที่ต่อต้านกรุทีละตัว กรูจะเล่นให้มันหงาย 
กรูจะเป็นบร๊ะเจ้า!!! กรูจะส่งสาวกกรูไปถล่มมัน!!!!!! "



"พวกนักอ่านเงาสับปะรังเค พวกโง่งี่เงา เมิงมาอ่านงานของเทพแล้วไม่คอมเม้นต์ได้ไง? ไอ้พวกงี่เง่า 
พวกเงาคนไหนอ่านไม่เม้นต์ คนนั้นเป็นหมา พวกฟายยยยยยย"

ลองเปลี่ยนแปลงดูจิ๊

"เอ หรือเราจะเขียนไม่ดีจริงๆ? ต้องปรับปรุงตรงไหนบ้างนะ?"

"เฮ้ย นี่เราได้รับแรงบันดาลใจมากเกินไปรึเปล่า? ถามเค้าหน่อยซิ ตรงไหนบ้างที่เหมือน?"

"เอ...คนอ่านเขาอาจจะไม่รู้จะคอมเม้นต์อะไรก็ได้นี่ งั้นเราลองตั้งคำถามดูดีกว่า"



อืม... กลับมุมความคิดซะ

มองอะไรได้กว้างขึ้นเยอะ

จบแค่นี้ดีกว่า สรุปเอง งงเอง

=_="

**************

แถมท้ายนิดนึง ประโยคที่ข้าน้อยถูกใจมากเลย หลายๆประโยค


"บางสิ่งที่เราตัดสินใจไปในอดีต ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม อาจจะเพราะแค่อยากจะทำ มันส่งผลมาถึงเราในปัจจุบัน

และสิ่งที่เราลงมือทำในปัจจุบันนี้ อาจจะส่งผลอะไรบางอย่างต่อไปในอนาคตก็ได้ เราไม่รู้หรอก"

(ท่านวิทยากร...ชื่อไรไม่รู้ ลืม)

"การทำสิ่งเดิม เหมือนเดิมซ้ำๆทุกวัน ทุกครั้ง ไม่มีทางจะส่งผลที่แตกต่างจากเดิมได้" 
(ไอสไตน์...วิทยากรเค้ายกมาพูดให้ฟัง)

"วิ่งได้ เพราะนายสั่ง เมื่อนายหยุดสั่ง ก็หยุดวิ่ง

คนที่สั่งให้คนอื่นวิ่งได้ กับคนที่เอาแต่รอคำสั่ง จึงจะวิ่ง

นี่คือความแตกต่างระหว่างนายกับลูกน้อง"

- - - -

"การเป็นหัวหน้าคน ก็ต้องมีความรู้ในเนื้องานด้วย ไม่อย่างนั้น เราจะรู้ปัญหาของลูกน้องได้ยังไง?"

- - -
"วินัย คือการปฏิบัตอย่างไม่ประณีประนอม (น้ำจิ้มไก่??? ไม่ใช่ละ) ไม่ก็คือไม่ และไม่มีคำว่า "แต่" (No But)

- - -

อืม....จบดีกว่าไหมเรา? เออ จบแหละดีแล้ว

ใครที่ทนอ่านจนถึงบรรทัดนี้ได้ 

ไหน ยกมือหน่อยดิ๊????

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านจนจบเลยแหละค่ะ

น่าสนใจดี ^____^

มองโลกในแง่ดีเข้าไว้

แล้วอะไรๆมันก็จะดีเอง confused smile

Hot!

#1 By mini-teddy on 2009-10-10 17:22

ขาดสายชำระเหมือนขาดใจ